วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

คัดแยกขยะที่ครัวเรือนทางรอดของปัญหาขยะ

คัดแยกขยะที่ครัวเรือนทางรอดของปัญหาขยะ
ปัญหาการจัดการขยะในประเทศไทยเป็นความคุ้นเคยที่กระทำต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขยะจากการอุปโภคและการบริโภคของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก การบรรจุภัณฑ์ของสินค้าในตลาดมีการพัฒนารูปแบบของวัสดุในหลักวิชาการของวัสดุศาสตร์ เพื่อให้มีลักษณะสวยงามน่าซื้อ น่าใช้ เป็นที่ดึงดูดของลูกค้าในการเพิ่มปริมาณการขาย หีบห่อที่ป้องกันคุณภาพไม่ให้เสียหาย และสามารถรักษาคุณภาพสินค้าให้คงคุณภาพได้ยาวนานขึ้น ตัวบรรจุภัณฑ์เป็นต้นทุนสินค้าอย่างหนึ่งและเป็นต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือขยะที่ต้องกำจัดให้สูญสิ้น
ปัญหาขยะมูลฝอยนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากปริมาณและลักษณะขยะมูลฝอยเปลี่ยนแปลงไปด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร พฤติกรรมการบริโภคที่ต้องการความสะดวก สบาย บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง เป็นต้น การจัดการขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกหลักวิชาการ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม เช่น กลิ่นรบกวนและน้ำเน่าเสียจากอินทรีย์สารในขยะเกิดการเน่าเปื่อย เป็นแหล่ง เพาะเชื้อโรค เป็นต้น  หน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องรับภาระในการจัดการขยะมูลฝอยที่ เกิดขึ้นด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เช่น การฝังกลบ การใช้เตาเผา การกองทิ้งไว้กลางแจ้ง เป็นต้น  แต่ละวิธีที่กล่าวถึงเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุที่ไม่ยั่งยืน เพราะมีการใช้พื้นที่ในการกำจัดและมีโอกาสในการก่อมลพิษเกิดขึ้นได้
การจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพและเริ่มใช้การแพร่หลายในหลายท้องถิ่น คือ การจัดการขยะมูลฝอย ณ แหล่งกำเนิดต่าง ๆ เช่น ครัวเรือน  โรงแรม  สถานศึกษา  โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคัดแยกขยะ วิธีการที่น่าสนใจคือ การแยกเศษอาหารและสิ่งสกปรกออกจากขยะทั้งหลายโดยสิ้นเชิง เพื่อลดความสกปรกของขยะ แล้วคัดแยกสิ่งที่เหลือ  แก้วได้แก่ ขวดน้ำอัดลม ขวดเบียร์ ขวดน้ำปลา ขวดซอส ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ ขวดโซดา ขอให้เปิดฝาล้างขวดให้สะอาด เก็บรวบรวมใส่ถุงไว้ กระดาษ ได้แก่ กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษถ่ายเอกสาร กระดาษสี กระดาษเขียนแบบ กระดาษห่อพัสดุ กระดาษกล่อง มัดรวมกันไว้หรือเก็บรวบรวมใส่กล่องหรือถุงไว้ พลาสติก ได้แก่ ขวดน้ำดื่มขุ่น ขวดน้ำดื่มใส ขวดนม ขวดยาสระผม ขวดครีมนวด ขวดน้ำมันพืช ถ้วยไอศกรีม ท่อน้ำพีวีซี ปลอกหุ้มสายไฟ ถ้วยน้ำพลาสติก ขวดน้ำอัดลม ขวดชาเขียว ให้ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นทำให้แบน เก็บรวบรวมไว้ในถุงพลาสติกโลหะ ได้แก่ กระป๋องน้ำอัดลม น็อต ตะปู เครื่องครัว ลวดทองแดงในสายไฟ ภาชนะทองเหลือง ถังอลูมิเนียม เป็นต้น โดยขอให้เทเครื่องดื่มออกให้หมด แล้วทำให้แบนเพื่อประหยัดเนื้อที่จากนั้นเก็บรวบรวมไว้ในถุง
 ในความเป็นจริงขยะชุมชนยังมีอีกหลายสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในขณะนี้ เช่นผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก  แบตเตอรี่ต่างๆ หลอดฟลูออเรสเซนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางรถยนต์ เศษแก้วกระจก ผ้าจากใยสังเคราะห์ เศษวัสดุใช้จาการก่อสร้าง และวัสดุที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ เช่น ศาลพระภูมิ แท่นบูชาที่มีการใช้วัสดุที่เป็นปูนซีเมนต์ หรือใยหินเป็นส่วนประกอบ ในกระบวนการจัดการที่ใช้การฝังกลบตามระบบเป็นปัญหาอย่างมากในการจัดการเนื่องจากปริมาณที่เพิ่มขึ้นตามการบริโภคของชุมชนที่ขยายตัว ภาวะการเปลี่ยนแปลงการใช้วัสดุเพื่อทดแทนวัสดุตามธรรมชาติก็มากขึ้น เช่นไม้เทียมที่ทำจากซีเมนต์ เมื่อเป็นเศษหรือหมดอายุการใช้งานการฝังกลบทำให้ไม่ย่อยสลายได้ง่าย สารพิษบางชนิดกระจายตัวจากการฝังกลบก่อมลพิษต่อชุมชน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ่อที้งขยะล้มเหลว สร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนใกล้เคียงจนไม่สามารถเยียวยาได้
ขยะเป็นผลพวงของมนุษย์ที่ร่วมกันก่อปัญหาและจำเป็นต้องร่วมกันรับผิดชอบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคัดแยกขยะจากครัวเรือน จัดถังแยกเศษอาหารออกจากขยะแล้วนำไปจัดการทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งมีวิธีการหลายวิธีหรือท้องถิ่นจะจัดเก็บแยกเศษอาหารออกจากการเก็บขยะปกติโดยมีการเก็บทุกวันเพื่อนำมาย่อยหมักเพื่อทำระบบแก็สชีวภาพและปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยแห้ง สิ่งที่เป็นของเน่าเสียจะมีคุณค่าขึ้นมาทันที เพิ่มกระบวนการผลิตจากการเกษตรและได้พลังงานเพิ่มขึ้นและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ ส่วนขยะอื่นๆ สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามศักยภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อของเก่า เพราะการคัดแยกกระทำได้ง่าย ตัวที่อาจจะเป็นปัญหาทางการตลาดในการรีไซเคิลบ้าง เช่น ถุงพลาสติกเปื้อนอาหารก็สามารถจัดการเป็นของใช้บางอย่างได้โดยการใช้ความร้อนเปลี่ยนแปลงสภาพ เศษวัสดุก่อสร้างสามารถย่อยลงให้เป็นหินสอง ในการก่อสร้างต่อไป เศษไม้สามารถใช้เป็นวัสดุปลูก ยางย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ นำกลับไปใช้ใหม่ในงานที่ไม่จำเป็นต้องการความยืดหยุ่นสูงเป็นต้น
กระบวนการจัดการแบบนี้ขยะจะมีค่าเป็นทรัพย์สินเป็นทองได้และเป็นแหล่งเรียนรู้ในการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ขณะที่โดยความร่วมมือของชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมในการอนุเคราะห์เครื่องจักรและการติดตั้งเครื่องจักร องค์การบริหารส่วนตำบลไร่ส้มในการจัดการระบบแยกขยะจากครัวเรือนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน มีอาสาสมัครสาธารณสุของตำบลไร่ส้มเป็นแกนนำ วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรีจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ในการจัดการ ความสำเร็จของโครงการนี้คงเป็นบทเรียนที่สามารถถอดออกมาเพื่อการเรียนรู้สู่ชุมชุมชนอื่นๆ แล้วเวลารถขยะผ่านมาอันตรายจากขยะคงไม่เกิดและไม่รังเกียจ เพราะรถขนขยะคงมีค่าไม่ต่างจากรถขนทอง
                                            อาคเณย์  กายสอน
                                                           ที่นี่เพชรบุรี       1 สิงหาคม   2552


การอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำเพชรบุรี

นับเป็นเวลานานหลายทศวรรษที่แม่น้ำได้ถูกใช้ประโยชน์จากมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รับการเอาใจใส่และดูแลรักษาอย่างถูกต้อง จนปัจจุบันแม่น้ำทุกสายในประเทศไทยได้ตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพและระบบนิเวศ จากการที่แม่น้ำมักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงกลไกสำหรับใช้เพื่อการระบายของเสีย การขนส่ง การผลิตพลังงาน การเกษตร การอุตสาหกรรม รวมทั้งการแสวงหาผลกำไรเชิงธุรกิจเท่านั้น จึงมักถูกกระทำด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อควบคุมหรือเอาประโยชน์จากแม่น้ำ เช่น การขุดลอก การดูดทราย การขุดเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำ การสร้างเขื่อนหรือพนังกั้น การแผ้วถางทำลายพืชพรรณไม้ริมฝั่ง แม้กระทั่งการถมแม่น้ำ หรือถมพื้นที่ชายฝั่งเพื่อครอบครองที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์หรือเพื่อใช้ในการปลูกสร้างสิ่งต่างๆ จนแม่น้ำได้สูญเสียความเป็นธรรมชาติและศักยภาพที่จะเอื้อต่อการดำรงชีพของพืชและสัตว์ทั้งในน้ำและบนบก สูญเสียความสมดุลของระบบนิเวศ ตลอดจนคุณค่าความงามด้านสุนทรียภาพ รวมทั้งมิติและคุณค่าทางจิตวิญญาณด้วย
                            แม่น้ำเพชรบุรีเป็นแม่น้ำที่สำคัญสายหนึ่ง มีต้นกำเนิดจากเทือกตระนาวศรีเขตอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ไหลผ่านจังหวัดเพชรบุรีเพียงจังหวัดเดียว มีความยาวลำน้ำประมาณ 210 กิโลเมตร ในอดีตชุมชนริมสองฝั่งน้ำมีการใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภค ตลอดจนเพื่อการสืบสานขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และเป็นที่ตั้งของแหล่งศิลปกรรมที่มีคุณค่าอันควรอนุรักษ์จำนวนมาก มีสภาพป่าไม้ที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีน้ำใสสะอาดไหลตลอดปี และทรัพยากรสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์
                ปัจจุบันกระแสของการพัฒนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชน และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากมายต่อแม่น้ำเพชรบุรี   ปัญหาของแม่น้ำเพชรบุรี. คือมีปริมาณน้ำน้อย เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเพชรบุรี  2 เขื่อน  ปัญหาการปล่อยของเสียปฏิกูลลงลำน้ำแม่น้ำเพชรบุรี  ทำให้มีการเน่าเสีย เนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จากทั้งบ้านพักอาศัย ร้านค้า ตลาด ร้านอาหาร หอพัก โรงแรม รีสอร์ท โรงงาน และการกสิกรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้น้ำอุปโภคมาก เช่น อาบ ซักล้าง ทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ และปล่อยของเสียจากการใช้แล้ว ลงท่อสาธารณะและท่อสาธารณะก็ปล่อยน้ำเสียลงลำน้ำเพชรบุรีในที่สุด  ปัญหาการรุกล้ำลำน้ำของสิ่งปลูกสร้างริมแม่น้ำ/อาคาร โดยพบร่องรอยของการถมทำเขื่อนกันตลิ่งที่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหล การระบายน้ำในแม่น้ำ ระบบการระบายน้ำตามธรรมชาติถูกเปลี่ยนแปลงคือน้ำตื้นเขิน ท่วมขัง ท่วมหลาก การกัดเซาะริมน้ำ การตกตะกอนของน้ำ ร่องน้ำเปลี่ยนรูปทรงชั่วคราวหรือถาวร บริเวณน้ำลดลงแห้งขอด ในบางบริเวณเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรของน้ำและการระบายน้ำ ตลอดจนบางบริเวณมีน้ำท่วมซ้ำซาก
สภาพปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ ได้แก่  ผลกระทบในด้านระบบนิเวศวิทยาของลำน้ำ เนื่องจากการลดลงอย่างรวดเร็วของป่าไม้ ทำให้ขาดตัวหน่วงในการไหลของน้ำ ทำให้น้ำไหลเร็วขึ้น ขาดตัวกรองธรรมชาติ เช่น กรวด ทราย น้ำจึงขุ่นเกือบตลอดปี ระบบนิเวศของลำน้ำเพชรบุรีจึงขาดความอุดมสมบูรณ์ สัตว์น้ำและพืชลดลง บางพันธุ์ถึงกับสูญหายไป ความเสียหายเชิงเศรษฐกิจและการเมือง ปัญหาของลำน้ำที่ขาดคุณภาพในการใช้สอยได้อีกต่อไป จะเป็นปัญหาต่อส่วนรวมในการจัดหาแหล่งน้ำใหม่ หรือการลงทุนเพื่อบำบัดน้ำให้สะอาดก่อน การสืบสานวัฒนธรรม เนื่องจากลำน้ำเพชรบุรีเป็นลำน้ำสำคัญสายหนึ่งที่กระทบวัฒนธรรมชุมชน ไปยังถิ่นอื่น รวมทั้งวัฒนธรรมจากถิ่นอื่นมา เพราะในอดีตการสัญจรไปมาในลำน้ำจะทำให้มีการติดต่อสื่อสารกัน เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น ความสำคัญของลำน้ำก็ลดลงวัฒนธรรมของชุมชนริมฝั่งน้ำที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำเพชรบุรีก็ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำ คุณภาพน้ำที่เสียหายส่งผลให้สิ่งแวดล้อมเน่าเสียตามไปด้วย เกิดทัศนะอุจาดไม่สวยงาม ทำให้จิตใจเศร้าหมองและคุณภาพชีวิตตกต่ำลง

อย่างไรก็ตามนอกจากปัญหาสภาพแวดล้อมของแม่น้ำเพชรบุรีตามที่กล่าวมาแล้ว   ยังมีปัญหาสังคม อันเกิดจากรูปแบบการใช้ที่ดิน และกิจกรรมทางน้ำ ส่งผลให้เกิดแรงหนุนในการใช้พื้นที่ริมน้ำมากขึ้น  โดยเฉพาะวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำซึ่งถือเป็นจุดขาย ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มคนต่างถิ่น และสังคมที่ต้องการจับจองที่ดินริมน้ำ ทำให้เกิดการเก็งกำไร และการปั่นที่ดินริมแม่น้ำให้มีราคาแพง โดยสังเกตได้ว่าพื้นที่ของผู้อาศัยริมน้ำเพชรบุรีมักเป็นคนที่มีฐานะ เป็นคนต่างถิ่น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม การแปลกแยกทางสังคม และวิถีชีวิตของคนที่อยู่อาศัยริมน้ำเริ่มหายไป
    สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำเพชรบุรี ได้เริ่มมีการตื่นตัวมากขึ้น เมื่อประชาชนได้เห็นความสำคัญ และรัฐบาลควรได้ตอบสนองความต้องการในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำเพชรบุรี เช่นการขุดลอกและพัฒนาแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งให้ดำเนินการขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อเป็นการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาแม่น้ำเพชรบุรีที่ตื้นเขิน หลายหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการขึ้นมาทันทีโดยเฉพาะกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กระทรวงคมนาคม โดยเริ่มดำเนินการขุดลอกแม่น้ำเพชรบุรีในหลายจุดที่ตื้นเขิน นอกจากนี้ยังต้องมีโครงการจัดทำแผนแม่บท และแผนปฏิบัติการเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมแม่น้ำเพชรบุรีและลำน้ำสาขาขึ้น โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศในลำน้ำและริมฝั่งน้ำ และอีกยุทธศาสตร์หนึ่งคือการพัฒนากลไกกระบวนการบริหารจัดการแม่น้ำเพชรบุรีของชุมชน มีการกำหนดระเบียบและข้อบังคับ การใช้ประโยชน์ และการใช้ที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีและลำน้ำสาขา การควบคุมการบุกรุกลำน้ำเพชรบุรี เช่นการออกกฎหมาย และการให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมทั้งการสอดส่อง ดูแลป้องกันไม่ให้มีการบุกรุก และช่วยดูแลพื้นที่งอกริมตลิ่ง  รวมทั้งการประกาศพื้นที่ริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง ควรให้มีพื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่เปิดโล่ง สำหรับนันทนาการ การควบคุมการปลูกสร้างอาคารริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี การควบคุมการปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีโดยการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียขนาดครัวเรือนในทุกหลังที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำได้ใช้บำบัดน้ำเสีย  ออกแบบระบบบำบัดน้ำแบบง่ายเพื่อให้ท้องถิ่นได้ช่วยกันบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงแม่น้ำ เช่นของอำเภอท่ายางให้มากขึ้น  และการจัดสภาพภูมิทัศน์แม่น้ำเพชรบุรีให้เหมาะสม สวยงามเป็นต้น พื้นที่ริมน้ำ เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ ต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจและสังคม การแก้ไขปัญหาแม่น้ำเพชรบุรีที่สำคัญ คือการสร้างจิตสำนึกและความตระหนัก ในการอนุรักษ์ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

                                                 อาคเณย์  กายสอน

                                                                           ที่นี่เพชรบุรี    1    มิถุนายน  /2551

คลื่นพายุซัดฝั่ง (STORM SURGE)

คลื่นพายุซัดฝั่ง (STORM SURGE)
ภัยพิบัติเป็นหายนะของมนุษย์ที่มีชีวิตบนโลก มนุษย์เกิดภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติมานับครั้งไม่ถ้วน บทเรียนเท่าที่บันทึกได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมาย  การเตือนภัยเรื่องภัยพิบัติ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมการเพื่อรับมือและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยที่ไม่คาดคิด ชีวิตและทรัพย์สินที่เสียหายอาจทุเลาบรรเทาลง  เรื่องราวคำเตือนเรื่องคลื่นพายุซัดฝั่ง หรือ STORM SURGE เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย ด้วยนายสมิทธ ธรรมสโรช ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกคำเตือนเรื่องนี้ ทำให้เป็นข่าวคราวและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คำว่า STORM SURGE เป็นคำใหม่ ที่กล่าวถึงพายุที่เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ที่เกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าฝั่ง เกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดพายุที่มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับโซนร้อนขึ้นไป และมีความเร็วลมมากกว่า 100 กม./ชม. พัดเข้าหาฝั่งก่อน จึงจะทำให้เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดพายุจะมีแรงกด ยกระดับน้ำทะเลให้สูงกว่าปกติ กลายเป็นโดมน้ำขนาดใหญ่ ซัดจากทะเลเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็วรุนแรง
อดีตที่ผ่านมา ไม่เคยเกิด Storm Surge ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ไม่เคยเกิดพายุพัดจากทิศใต้เข้าสู่อ่าวไทยตอนบนที่เป็นสาเหตุให้เกิดพายุซัดฝั่งเข้าสู่กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงครามและ เพชรบุรี ได้ง่ายนักเนื่องจากพายุ ที่พัดผ่านภาคกลาง หรือ จะผ่านมาจากประเทศเวียดนามและกัมพูชา โดยเฉพะปลายแหลมญวนจะเป็นแนวป้องกันให้ลดความรุนแรงของพายุลง แต่เนื่องจากความไม่ประมาทการเกิดพายุนากิสในประเทศพม่า จนทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากมายเนื่องจากทิศทางของพายุ เปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางเดิมที่จะเข้าประเทศบังคลาเทศ แต่กลับเข้าสู่พม่าทำให้น้ำทะเลท่วมบริเวณชายฝั่งและกินพื้นที่กว้างหลายพันตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ของชายฝั่งทะเลของพม่าและไทยมีความลาดชันน้อยเช่นเดียวกัน โอกาสเช่นนี้กับประเทศไทยคงไม่เกินร้อยละ 0.5  แต่อย่างไรก็ตาม คำเตือนเรื่องสินามิ เป็นบทเรียนพิบัติภัยได้เป็นอย่างดีถึงความเสียหาย  คำเตือนทั้งหลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชุมชนตั้งในความไม่ประมาทและเตรียมตัวได้พร้อมในการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นและสร้างความตระหนักจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากกว่าอ่าวไทยตอนใน เหตุการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกัน เคยเกิดขึ้นที่เพชรบุรี เมื่อเกิดพายุลินดาความสูงของคลื่นมากกว่า  5 เมตร ที่ระดับน้ำทะเลสูงสุด อาคารบ้านเรือนที่อยู่ชายฝั่งได้รับความเสียหายไปบ้าง แต่ในคราวนั้นความเร็วของลมได้ลดลงน้ำทะเลจึงไม่ท่วมเข้ามามากในพื้นที่แต่พายุและฝนตกหนักก็สร้างความเสียหายให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นบริเวณกว้างจากภาวะน้ำท่วม
ปรากฏการณ์คลื่นซัดฝั่งจะเกิดพร้อมกับพายุโซนร้อน มีฝนตกหนัก พื้นที่ชายฝั่งจะมีแรงกดที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งขณะที่ความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านศูนย์กลางของพายุ ซึ่งมีความเร็วลม มากกว่า 100  กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมขึ้นมา และเคลื่อนตัวจากทะเลเข้าหาฝั่ง จนสร้างความเสียหายต่อชีวิต อาคารบ้านเรือนและทรัพย์สินบริเวณชายฝั่ง  รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่ แล้วพัดเข้าชายฝั่งของคลื่นนี้เป็นลักษณะเดียวกับคลื่นยักษ์สินามิ แต่แตกต่างกันที่ลักษณะการเกิดคือ สึนามิ เกิดจากปรากฏการณ์แผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นพัดเข้าหาฝั่งแต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรเป็นพายุ ยิ่งความกดอากาศต่ำเท่าไร ก็จะทำให้เกิดปรากฏการณ์คลื่นพายุมากขึ้นเท่านั้น หากจะวัดเป็นตัวเลขก็จะมีความหมายว่า ความกดอากาศที่ลดลง 1 มิลลิบาร์ จะทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น 1 เซนติเมตร  สำหรับความเสียหายนั้น จะเลวร้ายกว่า สึนามิ เพราะการเกิดคลื่นซัดฝั่ง (Storm surge ) จะเกิดพร้อมพายุซึ่งแน่นอนว่าเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วน  ไม่แจ่มใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งมีคลื่นแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อศูนย์กลางพายุเคลื่อนเข้ามาจะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามาอีกครั้ง ความเสียหายจะเพิ่มเป็นทวีคูณ 
แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งจะมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือสามารถพยากรณ์ได้จากความกดอากาศและรายงานอากาศได้ล่วงหน้า ดังนั้นจะมีการเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถานีตรวจอากาศและรู้ล่วงหน้าได้หลายวัน มีเวลาในการ   เตรียมการและอพยพได้ทันสำหรับเราชาวเพชรบุรี อย่าตกใจต่อการเตือนภัย เพราะเป็นการเตือนเพื่อเตรียมการ ถ้าเราได้เตรียมการเราทุกคนก็จะปลอดภัย
                                                                             อาคเณย์  กายสอน
                                                               ที่นี่เพชรบุรี     16   กันยายน  2551

ป่าแก่งกระจานกับปัญหาโลกร้อน

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ป่าแก่งกระจาน ( นสพ.ไทยรัฐ )


นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชี้ต้องเร่งศึกษา หวั่นกระทบเสนอมรดกโลก

จากกรณีที่มีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและชาวบ้านใกล้เคียง ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ออกมาแก้ไขปัญหาเถาวัลย์ลุกลามไปตามต้นไม้ใหญ่ในเขตอุทยานกินพื้นที่กว่า 30 % กินพื้นที่ทำลายต้นไม้ขนาดต่างๆไปแล้วกว่า 3 แสนไร่
ล่าสุดผู้สื่อข่าวเดินทางเข้าพบนายอาคเนย์ กายสอน รองผอ.วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เพชรบุรี , นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาและเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเชิงวนวัฒน์วิทยา (  วิชาที่ศึกษาว่าด้วยเรื่องของป่าไม้ ) นอกตำราคือยังไม่เคยมีข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเถาวัลย์กับป่าแต่เดิมถือว่าอยู่ในภาวะพึ่งพิง แต่พื้นที่บางส่วนของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเคยมีการให้สัมปทานป่าไม้และอาจจะเป็นการทำไม้ผิดวิธี โดยตัดไม้มากเกินกำลังจึงทำให้ไม้เบิกนำป่ารุ่นที่ 2 คือป่าที่กำลังฟื้นตัวโตทดแทนไม่ทันไม้เลื้อย เนื่องจากไม้เลื้อยรากตื้นกว่า ได้รับความชุ่มชื้นจากผิวดินที่อุดมสมบูรณ์ การตัดไม้เยอะทำให้ผิวดินถูกกัดเซาะ สารอาหารจากผิวดินลดน้อยลง ส่งผลกระทบกับไม้ยืนต้น แต่เถาวัลย์ไม้เลื้อยรากตื้นกว่าได้รับแหล่งอาหารจากผิวดินทำให้เติบโตเร็วปกคลุมพื้นที่ปกคลุมยอดของไม้ยืนต้นทำให้สภาพแวดล้อม อากาศ ถูกคลุมนานทำให้ไม้ยืนต้นโตช้าไม่ปกติ ยิ่ง 3 4 ปี ที่ผ่านมา เกิดสภาวะฝนแล้ง ฝนตกน้อย ยิ่งส่งผลกับระบบนิเวศน์ของป่ามากขึ้น ยิ่งทำให้เถาวัลย์โตมากขึ้นจนวันนี้ไม่น่าเชื่อว่าเถาวัลย์เหล่านี้จะทำให้สร้างความลำบากให้กับช้างป่าที่เดินหากิน รวมถึงสัตว์ใหญ่และสัตว์อื่น เพราะช้างป่าถือว่าเป็นสัตว์ที่จะเปิดเส้นทางเดินป่าให้กับสัตว์อื่น
            นายอาคเนย์ กายสอน ได้เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ปัญหาว่า ตามทฤษฎีเดิมหากปล่อยไว้ตามธรรมชาติก็จะสามารถแก้ปัญหาได้เหมือนเดิม แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะเถาวัลย์อายุไม่ยาวเมื่อล้มตายไป ไม้ใหญ่ก็ไม่สามารถขึ้นได้ ส่วนแนวทางที่จะแก้น่าจะเป็นไปได้ 2 วิธี คือลดจำนวนเถาวัลย์ โดยการตัดสางบางส่วน ส่วนอีกทางหนึ่งคือเร่งศึกษาวิจัยควบคู่กันไปเพราะสภาพแวดล้อมระบบนิเวศน์ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เชื่อว่าเถาวัลย์มีการปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมรูปแบบใหม่ เดิมฝนตกมีปริมาณน้ำฝนมากเป็นป่าดิบแล้ง แต่พอมีการสัมปทานป่าไม้ ทำให้สภาพป่าเปลี่ยนไปเป็นป่าแห้งแล้งประกอบกับปริมาณน้ำฝนน้อยลง ฤดูแล้งนานขึ้น ส่งผลให้เถาวัลย์มีการปรับตัวในสภาพแวดล้อมรูปแบบใหม่ จึงสร้างปัญหากับป่าแก่งกระจาน สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือระบบนิเวศน์ต้องการพื้นที่ป่ามากขึ้นเพื่อให้ระบบห่วงโซ่อาหารสมบูรณ์มากกว่าเพราะประชากรของสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา ขณะนี้มีช้างป่า 200 300 ตัว เสือ กระทิง วัวแดง สมเสร็จ เก้งกวาง มีการเพิ่มจำนวนตลอดเวลา ส่วนอีกกรณีหากปล่อยให้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติแก้ธรรมชาติวันนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่าต้องเวลาเท่าไหร่ เพราะสภาวะโลกร้อนถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่นักวิชาการต้องช่วยกันศึกษาวิจัยหากเป็นในสภาวะปกติ กรณีของป่าอ่างฤาไน ถือเป็นต้นแบบที่แก้ปัญหาที่เป็นไปตามทฤษฎี แต่ที่แก่งกระจานสภาพปัญหาไม่เหมือนกับป่าอ่างฤาไน
สิ่งสำคัญที่ทุกคนในประเทศไทยต้องหันมาดู ในขณะนี้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกอาเซียน ใน ปี 2546 และกำลังเป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการเสนอให้เป็นมรดกโลกร่วมกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรีและอุทยานแห่งชาติไทยประจันต์

็็็็็็้้้ไ
สรวุฒิ จงสกุล  , ธีรพร ชูก้าน รายงาน




ป่าไม้กับความหลากหลายทางชีวภาพ

                                
                            

นักวิชาการประมาณการว่ามีสิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีประมาณ 5 ล้านชนิด ในจำนวนนี้มีอยู่ในประเทศไทย ประมาณร้อยละเจ็ด ประเทศไทยมีประชากรเพียงร้อยละหนึ่ง ของประชากรโลก ดังนั้น เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากร ประเทศไทยจึงนับว่ามีความร่ำรวยอย่างมากในด้านความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสิ่งมีชีวิตในประเทศไทยหลากหลายได้มาก เนื่องจากมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลายและแต่ละแหล่งล้วนมีปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่ภูมิประเทศแถบชายฝั่งทะเล ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และภูเขาที่มีความสูงหลากหลายตั้งแต่เนินเขาจนถึงภูเขาที่สูงชัน ประเทศไทยจึงเป็นแหล่งของป่าไม้นานาชนิด ได้แก่ ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ และป่าสนเขาอย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมหาศาล เนื่องจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ การเพิ่มของประชากรทำให้มีการบุกเบิกป่าเพิ่มขึ้น
การให้สัมปทานป่าไม้ที่ขาดการควบคุมอย่างเพียงพอ การตัดถนนเข้าพื้นที่ป่า การเกษตรเชิงอุตสาหกรรม การแพร่ของเทคโนโลยีที่ใช้ทำลายป่าได้อย่างรวดเร็ว การครอบครองที่ดินเพื่อเก็งกำไร เป็นต้น พื้นที่ป่าไม้ซึ่งเคยมีมากถึงประมาณ 2.7 แสนตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 53 ของพื้นที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2504 เหลือเพียงประมาณ 1.3 แสนตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 26 ในปี พ.ศ. 2536 ข้อมูลนี้จากการศึกษาตามโครงการ VAP61 โดยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงว่าพื้นที่ป่าไม้ลดลงเท่าตัวในช่วงเวลา 32 ปี และส่วนใหญ่ เกิดขึ้นกับป่าบนภูเขาและป่าชายเลน ยังผลให้พืชและสัตว์สูญพันธุ์ อาทิ เนื้อสมัน แรด กระซู่ กรูปรี และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้นี้อีกเป็นจำนวนมาก อาทิ ควายป่า ละอง ละมั่ง เนื้อทราย กวางผา เลียงผา สมเสร็จ เสือลายเมฆ เสือโคร่ง และช้างป่า รวมทั้งนก สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก สัตว์เลื้อยคลาน แมลง และ สัตว์น้ำอีกเป็นจำนวนมากการทำลายป่าก่อให้เกิดกฤตการณ์ทางธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ เริ่มลดน้อยลง ผืนป่าที่เหลืออยู่ไม่สามารถซับน้ำฝนที่ตกหนัก เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ยังผลให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจ บ้านเรือน และความปลอดภัยของชีวิตคนและสัตว์เป็นอันมาก เหตุการณ์น้ำท่วมในที่ต่างๆ เป็นต้นปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย จึงเป็นปัญหาใหญ่และเร่งด่วนที่จะต้องช่วยกันแก้ไขด้วยการหยุดยั้งการสูญเสียระบบนิเวศป่าทุกประเภท การอนุรักษ์สิ่งที่เหลืออยู่ และการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพดังเดิม เพราะความหลากหลายเหล่านั้น เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนสังคมไทยมีพื้นฐานมาจาก สังคมเกษตรกรรม และเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก วัฒนธรรมไทยหลายอย่างผูกพันกับการแสดงออกซึ่งความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณในการเพาะปลูก คนไทยแต่โบราณจึงมีความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ และผูกพันกับธรรมชาติอย่างแยกกันไม่ออก นับว่าคนไทยมีพื้นฐานเชิงวัฒนธรรมพร้อมมูลอยู่แล้วแม้ว่าการศึกษาสมัยใหม่จะมีการเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่การใช้เทคโนโลยีและวิชาการอย่างไม่เข้าใจหลักการและความสำคัญของสิ่งแวดล้อมปัจจัยที่ผลักดันให้พันธุ์พืชเข้าสู่สภาวะใกล้สูญพันธุ์อันเนื่องมาจากมนุษย์มี 3 ทางด้วยกันคือ การใช้ประโยชน์มากเกินไป การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำพืชพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามา

การใช้ประโยชน์มากเกินไป มนุษย์รู้จักนำพันธุ์พืชต่างๆ มาใช้ประโยชน์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของตนมาตั้งแต่อดีต แต่เป็นการนำมาใช้เพียงในครัวเรือนของตน ดังนั้นจำนวนพืชตามแหล่งที่อยู่อาศัยต่างๆ ยังเหลืออยู่จำนวนมากพอที่จะบำรุงรักษาความสมดุลของระบบนิเวศไว้ได้  และส่วนที่มนุษย์ใช้ไปแล้วก็จะสามารถฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ แต่ในปัจจุบันมนุษย์นำพันธุ์พืชมาเพื่อประโยชน์ทางการค้า  เก็บเกี่ยวจากป่ามากเกินไปและไม่ถูกวิธีจนทำให้จำนวนสะสมในป่าลดลง และประชากรพืชไม่สามารถเติบโตขึ้นมาทดแทนได้ทัน พันธุ์พืชที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากจะมีจำนวนประชากรลดลงเร็ว ผลักดันให้พันธุ์พืชชนิดนั้นๆ เข้าสู่สภาวะหายากและใกล้สูญพันธุ์  มนุษย์นำพันธุ์พืชมาใช้ประโยชน์ได้หลายทาง ได้แก่ นำมาเป็นอาหาร ใช้ส่วนของยอดอ่อน หน่ออ่อน ดอก ผลหรือเมล็ดมาเป็นอาหาร ถ้าพิจารณาเพียงผิวเผินจะเห็นว่าต้นพืชก็ยังอยู่  ไม่น่าจะทำให้พืชเกิดสภาวะหายากและใกล้สูญพันธุ์ ถ้าต้นแก่เกิดตายลงก็จะไม่มีพืชต้นใหม่ทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามนุษย์เก็บดอกผลหรือเมล็ดมามากเกินไป จะทำให้แมลง นก หรือสัตว์ป่าบางชนิดขาดแหล่งอาหารไปด้วย  การใช้เนื้อไม้ ซึ่งจะเป็นการตัดไม้มาใช้ในการก่อสร้างเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆ บางชนิดจะนำมาเป็นเครื่องหอม เช่น กฤษณา โดยการถากเนื้อไม้ให้เป็นแผล ซึ่งเป็นการรบกวนทำร้ายพืชอย่างมหันต์ และพืชจะตายลงในที่สุดนำมาเป็นไม้ประดับ พันธุ์พืชที่นิยมของตลาดและลักลอบนำออกมาจากป่ามาก ที่สุด ได้แก่ เฟิร์น และกล้วยไม้ โดยเฉพาะกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี สกุลเอื้อง และสกุลแวนด้า มีการส่งกล้วยไม้เหล่านี้ออกต่างประเทศมากเกินไป จนตกอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ 
การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยหรือระบบนิเวศ เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของพืช ซึ่งแหล่งที่อยู่อาศัยหรือระบบนิเวศดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่ หมายถึงระบบนิเวศที่พัฒนามาจนถึงขั้นสูงสุด 
การสูญพันธุ์โดยการนำพืชต่างถิ่นเข้ามา การนำพืชต่างถิ่นเข้ามาในประเทศไทย เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างสูง และมีโทษอย่างมหันต์ ในเรื่องของประโยชน์จะเห็นได้จากตัวอย่างพืชเศรษฐกิจของไทย อย่างเช่น ไทยส่งมันสำปะหลังออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกและสับปะรดเป็นอันดับสองของโลก พืชทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของโทษจากการนำพืชต่างถิ่นเข้ามาทุกๆ ประเทศในโลกต่างก็มีมาตรการในการกักกันตรวจสอบพืชที่ส่งมาจากประเทศอื่น ประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติกักกันพืช พ.ศ. 2507  มีจุดประสงค์ในการป้องกันและกำจัดชนิดพันธุ์พืชต่างถิ่นที่อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อพืชท้องถิ่น หรืออาจเป็นพาหะโรคศัตรูพืชที่อาจจะเข้ามาทำลายพืชและผลิตผลพืชภายในประเทศหรืออาจจะเป็นภัยโดยตรงต่อมนุษย์การนำพืชต่างถิ่นเข้ามาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ตัวอย่างเช่น บัวตอง ที่แพร่กระจายเข้ามาจนเกิดความสวยงาม นับว่ามีปัญหาค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากรุกล้ำเข้าสู่ทุ่งหญ้าที่เกิดจากการทำลายป่าได้ดี ทำให้หญ้าและพืชล้มลุกพันธุ์พื้นเมืองหลายชนิดต้องหายไป ไมยราบยักษ์ แพร่กระจายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่มีแหล่งน้ำและพื้นที่ชื้นแฉะ ไมยราบยักษ์จะขึ้นแก่งแย่งและเอาชนะพืชท้องถิ่น ทำให้พืชดั้งเดิมหลายชนิดสูญหายไปและองค์ประกอบของพรรณไม้ในพื้นที่ป่าผิดไปจากเดิม สัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต้องย้ายถิ่นที่อยู่ เพราะแหล่งที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป  ในหลายแหล่งน้ำที่มีการกระจายของผักตบชวา ได้ทำลายพันธุ์พืชน้ำของประเทศไทยมากมาย ซึ่งมีผลต่อเนื่องถึงการลดลงของแมลงในนาและปลาหลายชนิดนอกจากนั้นพืชต่างถิ่นยังช่วยแพร่กระจายโรคพืชที่มีอยู่แล้วในเมืองไทย ก่อนนำพืชต่างถิ่นเข้ามามันยังไม่แสดงอาการระบาดหรือทำลายพืชให้เห็นเด่นชัด เนื่องจากยังไม่มีที่พักพิง  ที่เหมาะสม แต่เมื่อนำพืชต่างถิ่นเข้ามาซึ่งเป็นอาหารที่ชอบมากกว่าพืชที่มีอยู่แล้วในเมืองไทย โรคพืชเหล่านี้จึงขยายพันธุ์และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การทำลายพืชอื่นต่อไป เช่น กระถินเทพา เข้ามาปลูกในประเทศไทยเพราะเป็นไม้โตเร็ว พุ่มสวยงามและใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่เมื่อถึงอายุที่จะใช้งานได้จะเป็นโรคไส้หัก กระถินณรงค์ ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ถูกแมลง เจาะทำลายอย่างรุนแรงการนำพืชต่างถิ่นเข้ามาจึงมีผลต่อการลดจำนวนของพันธุ์พืชดั้งเดิม ซึ่งอาจจะชักนำพันธุ์พืช เหล่านั้นเข้าสู่สภาวะหายากและสูญพันธุ์
การที่จะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของบ้านเมืองเราไว้ได้ กระบวนการที่จะต้องให้ความรู้กับชุมชนและสังคมเป็นเรื่องที่กระทำอย่างต่อเนื่องทุกระดับ ตราบใดที่ระดับความรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ไปสู่ชุมชนและสังคม ความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่เกิดขึ้นและเราก็ยังต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของชาติไป